เคลือบแก้วถูก VS แพง ต่างกันตรงไหน ?
เคลือบแก้ว “ราคาถูก” กับ “ราคาแพง” ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อแบรนด์หรือความเงา แต่ต่างกันที่กระบวนการทำงานและมาตรฐานที่อยู่เบื้องหลัง
บทความนี้เรียบเรียงจากการอธิบายในวิดีโอของคุณโน๊ต บ้านคนรักรถ และปรับให้เป็นบทความอ่านง่าย เพื่อช่วยให้คุณเลือกเคลือบแก้วได้คุ้มค่าและไม่พลาดจุดสำคัญ
วิดีโอต้นฉบับบน YouTube
4 ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเคลือบแก้วแตกต่าง
ถ้าสงสัยว่าทำไมราคาเคลือบแก้วมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหลายหมื่น ส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้น 4 ปัจจัยหลักด้านล่างนี้
ขั้นตอนเตรียมผิว (การขัด)
ยิ่งแก้รอย/ปรับผิวละเอียด ใช้เวลาและทักษะสูง ราคายิ่งสูง
ชนิดของน้ำยา
มีตั้งแต่สเปรย์/แว็กซ์ที่เรียกเคลือบแก้ว ไปจนถึงน้ำยา Professional ที่ต้องผ่านเทรนนิ่ง
การดูแลหลังการขาย
งานที่ดีควรมีการรับประกันและมีระบบ Maintenance ที่ชัดเจน
พื้นที่ทำงานและอุปกรณ์
ห้องควบคุมอุณหภูมิ ไฟตรวจงาน และการอบ มีผลต่อความเรียบร้อยของงาน
1) ขั้นตอนเตรียมผิว (การขัด) คือ “ตัวกำหนดราคา” ที่สำคัญที่สุด
ก่อนเคลือบแก้ว ร้านที่ทำงานละเอียดจะให้ความสำคัญกับ “การเตรียมผิว” หรือการขัดสี เพื่อให้ผิวเรียบใสและเก็บงานรอยต่างๆ ให้ได้มากที่สุด
โดยทั่วไปมักแบ่งการขัดออกเป็น 3 ระดับ (ยิ่งระดับสูง ยิ่งใช้เวลา ทักษะ และความเสี่ยงมากขึ้น)
ระดับ 1: ขัดเงา (Polishing)
- เหมาะกับรถใหม่ป้ายแดง รอยน้อย
- ทำเร็ว ใช้เวลาน้อย ต้นทุนแรงงานต่ำ
- ได้ความเงาเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้แก้รอยลึกมาก
เป็นตัวเลือกที่ “คุ้ม” หากรถใหม่และคุณรับได้กับรอยเล็กน้อยที่ยังเหลืออยู่
ระดับ 2: ขัดลบรอย (มักเรียก PCS)
- เหมาะกับรถใช้งานแล้ว มีริ้วรอย/ขนแมวเยอะ
- ใช้ทักษะและเวลามากขึ้น งานจึงมีต้นทุนสูงขึ้น
- รถดูใสขึ้นและสะท้อนคมขึ้น เพราะเก็บรอยได้มากกว่า
ถ้าต้องการ “รถกลับมาเหมือนใหม่” ระดับนี้มักเป็นจุดคุ้มค่าระหว่างเวลาและผลลัพธ์
ระดับ 3: ขัดปรับผิวส้ม / Mirror Finished (ขัดผิวกระจก)
- เป็นงานเฉพาะทาง ใช้แป้น/อุปกรณ์เฉพาะ และใช้เวลานานมาก
- ต้องอาศัยประสบการณ์สูง เพราะมีความเสี่ยงกับความหนาสี/แล็กเกอร์
- หากทำจริงจะเห็นความ “เรียบ” และความคมชัดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
คำว่า “ปรับผิวส้ม” มีหลายระดับ บางที่ทำแค่นิดหน่อยจนแทบไม่ต่าง—ควรขอดูตัวอย่างงานจริงก่อน-หลังให้ชัด
เช็คลิสต์คุยกับร้านเรื่อง “เตรียมผิว”
- ขัดระดับไหน (ขัดเงา / ลบรอย / ปรับผิวส้ม) และใช้เวลากี่วัน
- มีการวัดความหนาสีก่อน-หลังหรือไม่ (โดยเฉพาะงานปรับผิวส้ม)
- ขอดูงานจริงก่อน-หลัง (รถของร้านเองยิ่งดี) เพื่อเทียบภาพชัดๆ
- มีขั้นตอน QC ตรวจรอย/คราบน้ำยาอย่างไร
2) น้ำยาเคลือบแก้ว: แยกให้ออกก่อนว่า “แก้วแท้” หรือ “ชื่อเฉยๆ”
คำว่า “เคลือบแก้ว” ในตลาดมีหลายแบบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์แบบสเปรย์/แว็กซ์ ไปจนถึงน้ำยาเคลือบแก้ว/เซรามิกที่เป็นระบบ Professional
การแยกประเภทให้ถูก จะช่วยให้คุณเทียบราคาได้แฟร์และไม่เข้าใจผิด
กลุ่ม A: สเปรย์/แว็กซ์ ที่เรียกตัวเองว่า “เคลือบแก้ว”
หาซื้อออนไลน์ได้ง่าย ราคาหลักร้อย (เช่น 199–299 บาท) ทำเองที่บ้านได้
ให้เอฟเฟกต์เงา/ลื่น/ไล่น้ำ “คล้าย” เคลือบแก้ว แต่โดยเนื้อแท้ไม่ใช่เคลือบแก้วระบบเดียวกับงาน Professional
กลุ่ม B: เคลือบแก้วแบบ DIY (Do It Yourself)
ซื้อน้ำยาได้ทั่วไป (Shopee/Lazada ฯลฯ) ทำเองในโรงรถได้แบบ Open Air
เคลือบค่อนข้างง่าย แต่ความคงทนมักสั้นกว่า และมักต้องลงซ้ำเป็นรอบๆ (เช่น ทุก ~6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแล)
เหตุผลคือความเข้มข้นของสารบางชนิดจะไม่สูงมาก เพื่อให้คนทั่วไปทำงานได้ ไม่เซ็ตตัวเร็วเกินไป
กลุ่ม C: เคลือบแก้วแบบ Professional
ต้องผ่านการเทรนนิ่ง/ได้รับใบรับรอง จึงจะซื้อและใช้งานได้ (ลูกค้าซื้อไปลงเองไม่ได้)
โดยมากทนทานกว่า และอายุการใช้งานยาวกว่าเมื่อทำร่วมกับการเตรียมผิวที่ดีและการดูแลที่ถูกต้อง
หลายแบรนด์ต้องทำในพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ เพราะน้ำยาเซ็ตตัวไว หากอุณหภูมิสูงเกินไปอาจเช็ดไม่ทันและเป็นคราบได้
ทริคเช็คเร็ว: DIY หรือ Professional?
ถ้าคุณ “ซื้อขวดเดียวกันมาลงเองที่บ้านได้” มักเป็นสาย DIY; แต่ถ้าต้องทำกับร้านตัวแทนที่ผ่านเทรนนิ่งและไม่ขายให้ทั่วไป มักเป็นสาย Professional
3) พื้นที่ทำงาน/อุปกรณ์: ไม่ได้มีไว้ “ถ่ายรูปสวย” แต่มีไว้ “ตรวจงานให้เนี๊ยบ”
ร้านที่ลงทุนด้านสถานที่และอุปกรณ์มักทำราคาได้สูงกว่า เพราะต้นทุนสูงกว่า—แต่สิ่งที่คุณควรได้กลับมาคือความสม่ำเสมอและความเรียบร้อยของงาน
ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพงาน ได้แก่ การควบคุมอุณหภูมิ การจัดไฟ และระบบอบ/การเซ็ตตัวของน้ำยา
ห้องควบคุมอุณหภูมิ
น้ำยา Professional หลายตัวต้องทำในห้องแอร์ คุมอุณหภูมิไม่ให้สูง (เช่น ไม่เกิน ~30°C) เพื่อให้มีเวลาเช็ดเก็บงานทัน ลดโอกาสเป็นคราบ/ด่าง
ไฟตรวจงาน (Lighting)
ไฟคนละแบบใช้ดูคนละอย่าง: ไฟเส้นยาวช่วยดูผิวส้ม/ความเรียบ, สปอร์ตไลท์หรือไฟแรงช่วยเช็ครอยขนแมวและรอยละเอียด—จุดนี้เป็นตัวแยก “งานเนียน” กับ “งานที่ดูไม่ออกเพราะไฟไม่พอ” ได้เลย
การอบ (Curing)
การอบที่มีประสิทธิภาพคืออบทั้งคันอย่างสม่ำเสมอในพื้นที่ปิด เพื่อให้เซ็ตตัวไวและพร้อมลงรอบถัดไปได้เร็วกว่า ส่วนการอบแบบเครื่องโมบายทีละชิ้นอาจใช้เวลาและบางกรณีให้ประโยชน์น้อยกว่าที่คิด
เช็คลิสต์ดูสถานที่ก่อนทำ
- มีห้อง/พื้นที่แยกสำหรับขัดและ QC หรือไม่
- มีไฟตรวจงานที่เหมาะสม และยินดีพาเดินดูขั้นตอนจริงไหม
- อธิบายวิธีอบ/ระยะเวลาพักรถหลังทำได้ชัดเจนหรือไม่ (โดยเฉพาะช่วงเสี่ยงฝน/ความชื้น)
4) การดูแลหลังการขาย (Maintenance): งานดีควรมี “แผนดูแล” ไม่ใช่ทำแล้วจบ
เคลือบแก้วไม่ใช่เกราะ 100% ถ้าใช้งานหนักหรือดูแลไม่ถูกวิธี ยังเกิดรอยขนแมวและคราบมลภาวะได้
ร้านที่ทำงานเป็นระบบจะมีการรับประกัน และมีรอบ Maintenance เพื่อเก็บงาน/ขัดรอยเล็กน้อย และดูแลชั้นเคลือบให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ถามให้ชัดว่า Maintenance รวมอะไรบ้าง
การ “เรียกมาเติม” หลายกรณีคือการขัดเก็บริ้วรอยและทำ Maintenance ไม่ใช่การเติมน้ำยาแบบง่ายๆ เสมอไป
ระวังค่าเซอร์วิสที่แพงเกินเหตุ
ถ้าราคาทำครั้งแรกถูกมาก แต่ค่าบำรุงรักษาทีละ 3,000–5,000 บาททุกครั้ง อาจไม่คุ้ม—บางครั้งทำเคลือบสีแบบทั่วไปอาจเหมาะกว่า
ระวังคำว่า “ฟรี” แต่ไม่มีคิว
บางร้านรับงานช่วงแรกเยอะ แต่พอถึงรอบเซอร์วิสกลับนัดยาก/ไม่มีคิว เพราะรายได้จากเซอร์วิสไม่สูงเท่างานครั้งแรก
แนวทางดูราคาเซอร์วิสให้คุ้ม
แนวทางที่พบได้บ่อย: เซอร์วิสฟรีตามเงื่อนไข หรือคิดค่าเก็บงานเล็กน้อย/ค่าน้ำยาไม่เกินประมาณ 1,000 บาทต่อครั้ง (ทั้งนี้ขึ้นกับแพ็กเกจและสภาพรถจริง)
ก่อนตัดสินใจ: เลือกเคลือบแก้วให้คุ้ม ต้องดู “งานจริง” และ “ระบบร้าน”
สุดท้ายงานเคลือบแก้วคือ “งานฝีมือ” ต่อให้ราคาถูกหรือแพงก็ไม่การันตีผลงานเสมอไป—สิ่งที่ควรโฟกัสคือความชำนาญ ขั้นตอนเตรียมผิว สถานที่ตรวจงาน ผลิตภัณฑ์ และการดูแลหลังการขายที่ทำได้จริง
- 1ไปดูผลงานจริงที่ร้าน (ขอดูรถที่ทำเสร็จ/รถเจ้าของร้าน) และขอเทียบก่อน-หลังให้เห็นภาพ
- 2ถามตรงๆ ว่าทำเตรียมผิวระดับไหน และมีการ QC อย่างไร
- 3ขอดูเงื่อนไขรับประกันและแผน Maintenance (ราคา/ความถี่/ต้องจองคิวอย่างไร)
- 4เลือกจากคนแนะนำที่ไว้ใจได้ (เพื่อนแนะนำเพื่อน) และระวังการแนะนำจาก “เซลล์” ที่มีผลประโยชน์
คำถามที่พบบ่อย
เคลือบแก้วราคาถูกกับราคาแพง ต่างกันตรงไหนมากที่สุด?
มักต่างกันที่การเตรียมผิว (ระดับการขัดและเวลางาน), ชนิดน้ำยา (DIY/Professional), มาตรฐานพื้นที่ทำงาน (ห้อง-ไฟ-การอบ) และระบบดูแลหลังการขาย
ทำไมร้านถึงเน้น “เตรียมผิว” มากกว่าน้ำยา?
เพราะความเงาและความใสส่วนใหญ่เกิดจากผิวสีที่เรียบและเก็บรอยได้ดี ถ้าเตรียมผิวไม่ดี ต่อให้น้ำยาแพง งานก็อาจดูไม่ต่างมาก
DIY กับ Professional เลือกแบบไหนดี?
ถ้าต้องการทำเองและคุมงบ DIY เหมาะ แต่ต้องยอมรับเรื่องความคงทนและการลงซ้ำ; ถ้าอยากได้ความทนและงานระบบมากขึ้น ให้เลือก Professional ที่มีการเตรียมผิวและสถานที่เหมาะสม
อบจำเป็นไหม?
ไม่ใช่ทุกระบบต้องอบ แต่การอบแบบเหมาะสมและสม่ำเสมอช่วยเรื่องการเซ็ตตัวและลดความเสี่ยงในสภาพอากาศชื้น โดยเฉพาะตอนส่งมอบรถช่วงฝนตก
ควรถามอะไรกับร้านก่อนทำเคลือบแก้ว?
ถามระดับการขัด/เวลางาน, ชนิดน้ำยา (DIY/Professional), สถานที่ทำงานและไฟตรวจงาน, เงื่อนไขรับประกัน และค่า/รอบ Maintenance ให้ชัดเจน
เรียบเรียงจากวิดีโอ “เคลือบแก้วราคาถูก VS ราคาแพง ต่างกันตรงไหน” โดยคุณโน๊ต บ้านคนรักรถ
