เคลือบแก้วและเคลือบเซรามิก อะไรดีกว่ากัน หรือต่างกันอย่างไร??
เคลือบแก้วและเคลือบเซรามิกต่างกันไหม? สรุปสั้นๆ คืออย่างเดียวกันครับ ต่างกันที่ชื่อเรียกและมุมอธิบาย
บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่ายว่า "เคลือบแก้ว" มาจากอะไร "เคลือบเซรามิก" มาจากอะไร และทำไมจึงเรียกได้ทั้งสองแบบ
เคลือบแก้ว vs เคลือบเซรามิก: จริงๆ คืออย่างเดียวกัน
คำว่า "เคลือบแก้ว" ถูกเรียกจนติดปากมาก่อน โดยมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น เพราะน้ำยาเมื่อเซ็ตตัวจะแข็งใสเหมือนแก้ว จึงเรียกทับศัพท์ว่า Glass Coating
ต่อมาเริ่มมีคำว่า "เคลือบเซรามิก" มาใช้มากขึ้น โดยให้ภาพว่าใหม่กว่า ดีกว่า หรือแข็งกว่า แต่แท้จริงแล้วเป็นสารเคลือบชนิดเดียวกัน เพียงแต่อธิบายด้วยอีกมุมหนึ่งคือกระบวนการเซ็ตตัว
เคลือบแก้วไม่ได้เก่ากว่าเคลือบเซรามิก และเซรามิกไม่ได้ดีกว่าเคลือบแก้ว อยู่ที่ว่าใครจะเรียกอะไรก็ได้ทั้งนั้น
เข้าใจง่ายๆ คือเหมือน "มาม่า" กับ "ไวไว" ทั้งสองอย่างคือบะหมี่สำเร็จรูปเหมือนกัน ต่างกันแค่ชื่อเรียกเท่านั้น
ศัพท์ที่มักได้ยินในตลาดเคลือบสี
ในตลาดเคลือบสีรถมีคำเรียกหลายแบบจนคนสับสน เช่น เคลือบแก้ว เคลือบเซรามิก เคลือบคริสตัล เคลือบเทฟล่อน หรือชื่ออื่นๆ ที่ใช้ในการสื่อสารทางการตลาด
คำว่าเคลือบแก้วมาจากไหน
สารตั้งต้นของน้ำยาเคลือบแก้วในยุคแรกนิยมใช้ซิลิคอนไดออกไซด์ (Silicon Dioxide) หรือที่รู้จักกันว่า ซิลิกา สูตรทางเคมีคือ SiO2
ซิลิกาเป็นวัสดุที่มักใช้ผลิตแก้ว คริสตัล ขวดน้ำ หรือเจล เมื่อนำมาเคลือบแล้วเซ็ตตัวก็จะกลายเป็นผลึกแข็งและใสคล้ายแก้ว

ภาพประกอบ
ผลึกที่เซ็ตตัวแล้วจะใสแข็งคล้ายแก้ว จึงถูกเรียกว่าเคลือบแก้ว
จึงเป็นเหตุผลที่เรียกน้ำยาประเภทนี้ว่า "เคลือบแก้ว" เพราะเป็นคำนิยามตรงตามสารตั้งต้นและรูปลักษณ์หลังเซ็ตตัว
คำว่าเคลือบเซรามิกมาจากไหน
คำว่า "เซรามิก" มีรากศัพท์จากภาษากรีก (Keramos) แปลว่า "สิ่งที่ถูกเผา" เดิมใช้กับวัสดุอย่างดินเหนียวที่ผ่านกระบวนการเผา
ต่อมาคำว่าเซรามิกถูกใช้กว้างขึ้น โดยหมายถึงการรวมกันของ "วัสดุ" และ "กระบวนการ" เช่น ดินเหนียว + เผา = เซรามิกประเภทหนึ่ง
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คำว่าเคลือบเซรามิกเริ่มถูกใช้แข่งขันในเชิงการตลาด โดยมักอ้างว่าใหม่กว่า ดีกว่า หรือแข็งกว่าเคลือบแก้ว

ภาพประกอบ
เตาเผาแก๊สแบบรถเข็น (Shuttle Kiln) ในโรงงานเซรามิก
เคลือบแก้วกับเคลือบเซรามิกเกี่ยวข้องกันอย่างไร
น้ำยาเคลือบแก้วที่มีสารตั้งต้นเป็นซิลิกา เมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศและอุณหภูมิ จะเกิดการเซ็ตตัวเป็นผลึกที่แข็ง ใส และเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น
กระบวนการนี้เข้าข่ายเป็น "เซรามิก" ตามนิยามวัสดุ + กระบวนการ ดังนั้นเมื่อลงเคลือบแล้วเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวจึงเรียกได้ว่า "เคลือบเซรามิก" ได้เช่นกัน
ในขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ยังเป็นผลึกใสคล้ายแก้ว และซิลิกาเองก็ใช้ผลิตแก้ว จึงเรียก "เคลือบแก้ว" ได้เช่นกัน
- ซิลิกา = วัสดุที่ใช้
- ปฏิกิริยากับอากาศ/อุณหภูมิ = กระบวนการ
- ผลลัพธ์ใสแข็งเหมือนแก้ว = เหตุผลที่เรียกเคลือบแก้ว
สารตั้งต้นประเภทอื่นๆ ที่พบได้
ยังมีน้ำยาเคลือบแข็งที่ใช้สารประกอบอื่น เช่น ไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) หรือซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC) ซึ่งสามารถเกิดปฏิกิริยาจนเป็นเซรามิกได้เช่นกัน
ไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2)
นิยมใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์ สารเคลือบกระจก หรือเครื่องสำอาง มากกว่าจะนำไปผลิตแก้ว
ซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC)
พบได้ในงานที่ต้องทนความร้อนสูง เช่น แหวนกันซึมหรือสารเคลือบกระสวยอวกาศ
บางแบรนด์จึงเลือกสื่อสารว่าเป็น "เคลือบเซรามิก" มากกว่า "เคลือบแก้ว" แต่แก่นสำคัญยังอยู่ที่คุณภาพของน้ำยาและกระบวนการทำงาน
เรื่องความแข็ง: ดูมาตรฐานการวัดให้ถูก
ชื่อเรียกไม่ได้บอกความแข็งของสารเคลือบเสมอไป เพราะค่าความแข็งของเคลือบแข็งไม่ได้วัดตามมาตราโมส (Mohs scale of mineral hardness)
มาตรฐานที่ใช้กันจริงคือ "ค่าการทดสอบตามแรงกดของระดับดินสอ" (Pencil Hardness) ดังนั้นควรดูสเปกและมาตรฐานการทดสอบมากกว่าชื่อเรียกทางการตลาด
เรียบเรียงเพื่อให้เข้าใจคำเรียกและที่มาของเคลือบแก้วและเคลือบเซรามิกอย่างตรงไปตรงมา
